แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด
เชื้อไข้เลือดออก อันตราย แนะใช้สมุนไพรป้องกัน
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แนะป้องกัน ตัวเองและคนในครอบครัวไม่ให้ยุงกัด พร้อมเผยผลวิจัย น้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไทยใช้ทาป้องกันยุงกัดได้
น.พ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ข้อมูลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในปีนี้มีแนวโน้มจะมีความ รุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าทุกปี ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเด็กเล็ก จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือกันเฝ้าระวัง พร้อมทั้งเร่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนเรื่องการดูแลป้องกันตัว เองให้ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออก เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิต รวมถึงชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมจัดการสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนและบ้านเรือนที่พัก อาศัยของตนเองให้ดีจะได้ไม่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก
ผลงานวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าทุกภาคของประเทศไทย ยุงที่ติดเชื้อไข้เลือดออกมีทั้งยุงลายบ้านและยุงลายสวน โดยเฉพาะภาคใต้ยุงติดเชื้อสูงสุดพบทุกซีโรทัยป์ อัตราการติดเชื้อในยุงลายบ้านร้อยละ 38 และยุงลายสวนร้อยละ 24 แหล่งเพาะพันธุ์สำคัญคือ วัสดุเหลือทิ้งที่ขังน้ำฝน อยู่นอกชายคาบ้านที่ยากจะควบคุม และผลงานวิจัยยังพบอีกว่า ยุงลายมีการถ่ายทอดเชื้อจากแม่ยุงไปสู่ลูกได้ในสภาพธรรมชาติโดยไม่จำเป็น ต้องไปนำเชื้อจากผู้ป่วย
ด้าน น.พ.สมชาย แสงกิจพร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กล่าว เพิ่มเติมว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดขณะนี้คือการป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวไม่ให้ยุงกัด โดยใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงที่มีประสิทธิภาพดี ซึ่งประชาชนยังสามารถนำสมุนไพรไทยมาใช้ทาป้องกันยุงกัดได้ สำหรับสารออกฤทธิ์ที่เป็นสมุนไพร หากเป็นสารชนิดเดียว เช่น น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมต้องทาซ้ำทุกครึ่งชั่วโมง เนื่องจากป้องกันยุงลายได้น้อยกว่ายุงรำคาญ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต้องมีสารเสริมฤทธิ์และสารที่ช่วยให้ติดทนนาน
อย่าง ไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาวิจัยแล้วว่า การใช้สมุนไพรหลายชนิดรวมกันจะให้ผลในการป้องกันยุงได้ดีกว่าการใช้สมุนไพร ชนิดเดียว ซึ่งสมุนไพรส่วนที่ออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยจะหมดฤทธิ์เร็วกว่าสูตรที่ เป็นดีทหรือไออาร์ นอกจากนี้ยังต้องให้ความรู้กับประชาชนอีกว่าตะไคร้หอมเพื่อป้องกันยุงกัด นั้นจะต้องนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยและทำเป็นสูตรตำรับเฉพาะก่อนจึงจะ สามารถนำไปใช้ได้ การขยี้ ตี ตำ หรือปลูกตะไคร้หอมไว้บริเวณรอบบ้านตามที่เคยเชื่อมานั้นไม่สามารถป้องกันยุง กัดได้
ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
ชู 6 ผักสมุนไพร ช่วยลดเบาหวาน
ชูผักสมุนไพรไทย 6 ชนิด ได้แก่ ตำลึง มะระขี้นก วุ้นว่านหางจระเข้ กะเพรา ใบหม่อน และใบบัวบก มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดี
นพ.สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้กล่าวในงานแถลงข่าว “สมุนไพรใกล้ตัวและผักพื้นบ้านต้านโรคเบาหวาน” เนื่องในวันเบาหวานโลก วันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 285 ล้านคน และคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 438 ล้านคน โดยผู้ป่วย 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย สำหรับประเทศไทย จากข้อมูล
ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในปี 2553 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานทั้งหมด 6,855 คน หรือวันละ 19 คน คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวานเท่ากับ 10.8 ต่อแสนประชากร หากไม่มีการควบคุมจริงจังคาดว่าจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อีกทั้ง พบผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน 107,225 คน คิดเป็นร้อยละ 10 แยกเป็นภาวะแทรกซ้อนทางตา ร้อยละ 38.5 ไตร้อยละ 21.5 และเท้าร้อยละ 31.6 และผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจหลอดเลือดและสมองสูงถึง 2-4 เท่าเมื่อเทียบกับคนปกติและมากกว่าครึ่งพบความผิดปกติของปลายประสาทและ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
อธิบดีกรมพัฒนการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวอีกว่า กรณีป่วยด้วยโรคเบาหวาน แพทย์แผนไทยจะแนะนำให้ใช้รสชาติอาหารเป็นยา คือ รสขม ซึ่งปัจจุบันมีนักวิชาการจากองค์กรและสถาบันต่างๆทำการศึกษาวิจัยสมุนไพรและ ผักพื้นบ้านของไทย พบว่าหลายชนิดมีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด อาทิ ตำลึง กะเพรา มะระขี้นก หม่อน เป็นต้น และสมุนไพรเร่งการหายของแผล ได้แก่ บัวบก นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ป่วยไม่ควรมองข้ามคือการออกกำลังกาย เช่น การเดินแทนการใช้รถ การทำความสะอาดบ้าน รำไทเก๊ก ฤาษีดัดตน เดินกะลา โยคะ หรือเดินในสวน รถน้ำตนไม้ รวมถึง ไม่ควรเครียด อาจจะหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ทำบุญตักบาตร นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ เพื่อให้จิตใจสงบ และผ่อนคลาย และการนวดเท้าเพื่อกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายลดอาการ ชา
ด้าน ภญ.ดร.อัญชลี จูฑะพุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทยอย่างน้อย 5 ชนิดที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือด ได้แก่ 1.ตำลึง โดยใช้เถาแก่ๆประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ เพียงแต่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าการรับประทานในรูปแบบของแกงจืดมี ผลในการลดสาระสำคัญในตำลึงที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดหรือไม่ 2.มะระขี้นก วิธีการใช้ หั่นเนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม หรือรับประทานผลสดครั้งละ 6-15 กรัม หรือคั้นน้ำจากผลสด 1 ผลแล้วดื่ม 3.วุ้นว่างหางจระเข้ ใช้โดยวุ้นว่านหางจระเข้หั่นสดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะมาปั่นแล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง แต่นักวิจัยระบุว่าสาระสำคัญไม่คงตัว ในการใช้เองที่บ้านอาจต้องใช้แบบหั่นสด 4.กะเพรา นำใบกะเพราตากแห้ง 2-5 กรัมละลายน้ำแล้วดื่ม และ 5.ใบหม่อน มีสาระสำคัญในการลดน้ำตาลในเลือด โดยสารชนิดนี้จะออกมาได้ดีเมื่อนำไปชงแบบชา ทิ้งไว้ 3-5 นาที ซึ่งสารชนิดนี้ช่วยยับยั้งเอนไซม์ย่อยน้ำตาล การดูดซึมกลูโคสลด ระดับน้ำตาลในร่างกายก็จะลดลงด้วย
“สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลและหายช้ากว่าคนปกติทั่วไป มีการวิจัยพบว่า บัวบกสามารถเร่งการหายของแผลได้เร็วขึ้น โดยปั่นน้ำบัวบกเข้มข้นดื่มต่างน้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่กินสมุนไพรในการช่วยลดน้ำตาลในเลือด ควรแจ้งให้แพทย์แผนปัจจุบันที่ทำการรักษาด้วย เนื่องจากบางครั้งแพทย์อาจจะจัดยาให้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว เมื่อรับประทานผักหรือสมุนไพรควบคู่ด้วยอาจทำให้น้ำตาลลดมากเกินไป” ภญ.ดร.อัญชลีกล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
สมุนไพรไทยในป่าเชียงเหียน
ยังคงมีอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทย
ที่สมัยก่อนเคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลา อาหาร และสมุนไพรยารักษาโรค
ที่ยังคงปรากฏให้เห็นได้จนถึงปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือ
พื้นที่บ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอเมือง จ.มหาสารคาม
ที่เคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ และที่สำคัญไปกว่านั้น
รู้หรือไม่ว่าบ้านเชียงเหียนสามารถหารายได้เข้าหมู่บ้านได้ปีละหลายล้านบาท
จากการขายยาสมุนไพรที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
จากพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอีกด้วย
นี่จึงเป็นที่มาของ โครงการเปิดศูนย์เรียนรู้ป่าเชียงเหียน เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ จาก
การร่วมกับกันของมูลนิธิสุขภาพไทยและภาคีเครือข่าย
ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการให้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ระบบการแพทย์พื้นบ้าน
อาหารท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าอีกด้วย
จาก การลงพื้นที่เพื่อศึกษาบ้านเชียงเหียนพบว่า ประชาส่วนใหญที่นี่มีอาชีพทำนา แต่ที่น่าสนใจคือ อาชีพเสริมที่ทำรายได้อย่างมหาศาลคือการขายสมุนไพร ซึ่งในปี 2549 มีการสำรวจพบว่าป่าแถวนี้เคยอุดมสมบูณ์ด้วยพันธุ์ไม้ถึง 160 ชนิด แต่หลงเหลืออยู่เพียง 60-70 ชนิดเท่านั้น เมื่อปี 2550 บรรดาหมอยาพื้นบ้านและหมอขายยา จึงร่วมกับชาวบ้าน ปลูกต้นไม้คืนให้แก่ป่า เพื่อในอนาคตพวกเขาต้องการให้ป่านี้เป็นคลังสมุนไพรสำหรับรักษาโรค ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาโบราณของผู้เฒ่าผู้แก่ของที่นี่
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องมีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาโบราณเอาไว้ ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ภายใต้ “แผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ” โดยทำงานรวมกับ 14 จังหวัด 4 ภูมิภาค ส่วนการดำเนินงานนั้นเราก็จะแบ่งออกเป็น 4 ด้าน เริ่มจาก 1.มีการพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์ภูมิปัญญาตามบริบทวัฒนธรรมชุมชนและ บูรณาการระบบสุขภาพภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการบริการของสาธารณสุข 2.บันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเป็นข้อมูล ส่งเสริมการใช้ในชุมชนและพัฒนาระบบฐานข้อมูลดิจิตอล 3.สร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่าย และสุดท้ายคือการร่วมอนุรักษ์และสร้างเสริมฐานทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืน
เมื่อการทำงานมีแบบแผนขึ้นมา คณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน วัด โรงเรียนและชาวบ้านต่างเห็นพร้องต้องกันว่าควรจะมีการสร้างแหล่งเก็บรวบรวม เพราะพันธุ์และฟื้นฟูสมุนไพรขึ้นด้วยในพื้นที่ป่าโคกหนอง บ้านเชียงเหียน ภายใต้เนื้อที่กว่า 30 ไร่ จึงเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ป่าเชียงเหียนเพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ที่วัดป่าประชาสโมสรบ้านเชียงเหียน จ.มหาสารคาม ซึ่งได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา
จาก ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นที่พอใจ เพราะปัจจุบันชุมชนป่าเชียงเหียนมีตำรับยามากถึง 17 ตำรับ ไม่ว่าจะยาแก้โรคกระษัย บำรุงไต รักษาเบาหวาน บำรุงเลือด โรคกระเพราะอาหารและอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งยังเกิดเครือข่ายหมอยาสมุนไพร ทั้งผู้ขาย นักเรียน โรงเรียน แม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เข้ามามีส่วนช่วยเหลือ เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างมาก และที่สำคัญมีแหล่งเรียนรู้ที่ทุกคนในชุมชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่าง ยั่งยืน
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่างที่ใช้สอยภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ควรอนุรักษ์ได้อย่างคุ้มค่า และสามารถสร้างรูปแบบให้เกิดความยั่งยืนได้ พื้นที่ใดต้องการนำเป็นแบบอย่างสามารถไปศึกษาข้อมูลได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้ป่าเชียงเหียนเพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ที่วัดป่าประชาสโมสรบ้านเชียงเหียน จ.มหาสารคาม หรือติดตามโครงการดีๆ ของมูลนิธิสุขภาพไทยต่อได้ที่ http://www.thaihof.org นะคะ
เรื่องโดย : ณัฏฐ์ ตุ้มภู่ team content www.thaihealth.or.th
จาก การลงพื้นที่เพื่อศึกษาบ้านเชียงเหียนพบว่า ประชาส่วนใหญที่นี่มีอาชีพทำนา แต่ที่น่าสนใจคือ อาชีพเสริมที่ทำรายได้อย่างมหาศาลคือการขายสมุนไพร ซึ่งในปี 2549 มีการสำรวจพบว่าป่าแถวนี้เคยอุดมสมบูณ์ด้วยพันธุ์ไม้ถึง 160 ชนิด แต่หลงเหลืออยู่เพียง 60-70 ชนิดเท่านั้น เมื่อปี 2550 บรรดาหมอยาพื้นบ้านและหมอขายยา จึงร่วมกับชาวบ้าน ปลูกต้นไม้คืนให้แก่ป่า เพื่อในอนาคตพวกเขาต้องการให้ป่านี้เป็นคลังสมุนไพรสำหรับรักษาโรค ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาโบราณของผู้เฒ่าผู้แก่ของที่นี่
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องมีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาโบราณเอาไว้ ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ภายใต้ “แผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ” โดยทำงานรวมกับ 14 จังหวัด 4 ภูมิภาค ส่วนการดำเนินงานนั้นเราก็จะแบ่งออกเป็น 4 ด้าน เริ่มจาก 1.มีการพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์ภูมิปัญญาตามบริบทวัฒนธรรมชุมชนและ บูรณาการระบบสุขภาพภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการบริการของสาธารณสุข 2.บันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเป็นข้อมูล ส่งเสริมการใช้ในชุมชนและพัฒนาระบบฐานข้อมูลดิจิตอล 3.สร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่าย และสุดท้ายคือการร่วมอนุรักษ์และสร้างเสริมฐานทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืน
เมื่อการทำงานมีแบบแผนขึ้นมา คณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชน วัด โรงเรียนและชาวบ้านต่างเห็นพร้องต้องกันว่าควรจะมีการสร้างแหล่งเก็บรวบรวม เพราะพันธุ์และฟื้นฟูสมุนไพรขึ้นด้วยในพื้นที่ป่าโคกหนอง บ้านเชียงเหียน ภายใต้เนื้อที่กว่า 30 ไร่ จึงเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ป่าเชียงเหียนเพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ที่วัดป่าประชาสโมสรบ้านเชียงเหียน จ.มหาสารคาม ซึ่งได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา
จาก ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นที่พอใจ เพราะปัจจุบันชุมชนป่าเชียงเหียนมีตำรับยามากถึง 17 ตำรับ ไม่ว่าจะยาแก้โรคกระษัย บำรุงไต รักษาเบาหวาน บำรุงเลือด โรคกระเพราะอาหารและอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งยังเกิดเครือข่ายหมอยาสมุนไพร ทั้งผู้ขาย นักเรียน โรงเรียน แม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เข้ามามีส่วนช่วยเหลือ เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างมาก และที่สำคัญมีแหล่งเรียนรู้ที่ทุกคนในชุมชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่าง ยั่งยืน
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่างที่ใช้สอยภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ควรอนุรักษ์ได้อย่างคุ้มค่า และสามารถสร้างรูปแบบให้เกิดความยั่งยืนได้ พื้นที่ใดต้องการนำเป็นแบบอย่างสามารถไปศึกษาข้อมูลได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้ป่าเชียงเหียนเพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ที่วัดป่าประชาสโมสรบ้านเชียงเหียน จ.มหาสารคาม หรือติดตามโครงการดีๆ ของมูลนิธิสุขภาพไทยต่อได้ที่ http://www.thaihof.org นะคะ
เรื่องโดย : ณัฏฐ์ ตุ้มภู่ team content www.thaihealth.or.th
ชามะเขือพวง นวัตกรรมสมุนไพรต้านโรคเบาหวาน
มะเขือพวง เป็นสมุนไพรที่มีเส้นใยมากที่สุดเมื่อเทียบกับผักพื้นบ้านของไทยเกือบทั้ง หมด จนได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งผักในเรื่องสารเส้นใย นำไปสู่การคิดค้นเครื่องดื่มนวัตกรรมใหม่จากสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยสารอาหารและยาที่ร่างกายสามารถขับออกได้หมด ไม่มีสารตกค้าง และมากคุณค่า ผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย โดย คเนพร พิทักษ์พงค์
สมุนไพรไทยช่วยขับประจำเดือน
เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก" โดยเฉพาะช่วงมีรอบเดือน เพราะนอกจากจะมีอาการปวดท้องน้อย เวียนศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ท้องอืด น้ำหนักขึ้น มีสิว ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่หนักหนาจนเกินไป ก็นับเป็นเรื่องปกติของช่วงเวลาวันนั้นของเดือน ขณะเดียวกันบางคนรู้ว่าประจำเดือนมาน้อยเกินไปหรือเปล่า อยากให้มามากๆไม่กะปริดกะปรอย ดังนั้นเฮลตี้คลินิกวันนี้มีสมุนไพรไทยๆมาแนะนำให้ไปหารับประทานกัน เพื่อช่วยขับประจำเดือนให้รู้สึกสบายตัวขึ้นบ้าง
- กระบือเจ็ดตัว สรรพคุณ และส่วนที่นำมาใช้เป็นยา คือ ใบ ใช้ใบตำกับเหล้าคั้นน้ำ กินเป็นยาขับเลือด และน้ำคาวปลาหลังคลอด การทดลองในสัตว์ พบว่าสารสกัดด้วย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์บีบมดลูก
- เจตมูลเพลิงขาว สรรพคุณ และส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ได้แก่ ลำต้น ราก-มีรสร้อนใช้แทนรากเจตมูลเพลิงแดงได้ มีสรรพคุณขับประจำเดือน ขับลมในกระเพาะ และลำไส้ขับประจำเดือน แก้ริดสีดวงทวาร เข้ายาบำรุงธาตุบำรุงโลหิต สารสกัดจากรากมีฤทธิ์บีบมดลูกและมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและ เชื้อรา สาร plumbagin ที่แยกได้จากรากมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง ลดไขมันในเลือด และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
- เจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณ และส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ได้แก่ รากแห้ง-ใช้ขับประจำเดือน กระจายลม บำรุงธาตุ รักษาโรคริดสีดวงทวาร พบว่ามีสาร plumbagin ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัว ของมดลูก และลำไส้ช่วยให้มีการหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร แต่ควรระวังในการใช้ เนื่องจาก plumbagin ระคายเคืองต่อทางเดินอาหารและอาจเป็นพิษได้
- ยอ สรรพ สุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ได้แก่ ผล โดยตำรายาของเวียดนามระบุว่า ผลเป็นยาขับเลือดต่างๆขับประจำเดือนด้วย ยาไทยใช้ผลสดดิบหรือห่าม ฝานเป็นชิ้นบางย่างหรือคั่วไปอ่อนๆให้เหลือง ต้มหรือชงกับน้ำดื่มแก้คลื่นไส้อาเจียน สารที่ออกฤทธิ์คือ asperuloside
- ว่านชักมดลูก สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ได้แก่ เหง้า-ใช้เหง้ารักษาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ ช่วยย่อยอาหาร
ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามกีฬา โดย รัชนก อมรรักษากุล
ม่อนยาป่าแดด ขุมทรัพย์สมุนไพรไทย
สมุนไพรไทย
ถือเป็นภูมิปัญญาอยู่คู่คนไทยมาแสนนาน
แต่ยิ่งนานดูเหมือนความรู้เรื่องสมุนไพรไทยจะค่อยๆ จางหายไปจากคนไทย
ถ้าถามว่า แผลเลือดไหลจะใช้สมุนไพรอะไรดี!! คงมีน้อยคนที่จะตอบได้
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
เป็นเพราะการแพทย์สมัยใหม่พัฒนาไปไกลจนบางทีก็ทำให้สมุนไพรถูกหลงลืมไป
เรื่องดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย
โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์สมุนไพรจากป่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก
เมื่อไม่นานมานี้ ในเวทีสัมมนาวิชาการ "ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร?" ที่จัดโดยเครือ
ข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอ พื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย
และแผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ก็มีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องดังกล่าว
การอนุรักษ์ทรัพยากรพืชพันธุ์สมุนไพร เริ่มมีคนหลายกลุ่ม หลายชุมชน หลายตำบล หลายอำเภอ และหลายจังหวัด ร่วมมือร่วมใจกันปลูกพืชสมุนไพร เช่น กลุ่มเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จ.เชียงราย ดึงศักยภาพของหมอพื้นบ้านในชุมชนออกมา และชักนำความคิดของคนในชุมชนให้หันมาเห็นความสำคัญและปลูกพืชสมุนไพร กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสมุนไพร
น.ส.พยอม ดีน้อย ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จังหวัดเชียงราย ยอมรับว่า บางพื้นที่ก็แห้งแล้งทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปลูกพืชสมุนไพร แต่จากการที่คนในชุมชนร่วมกันสำรวจม่อนยาป่าแดด ตั้งแต่ปี 2550 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นม่อน ในภาษาเหนือ หรือเป็นดอยเขา ทำให้มีธาตุดินที่สมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะช่วยกันคัดเลือกพันธุ์สมุนไพรที่จะปลูกป่าสมุนไพร ให้เหมาะสมกับพื้นที่
"ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า คนในชนบท ยังมีการใช้สมุนไพรอยู่มากกว่า ร้อยละ 80 และเมื่อลงพื้นที่เพื่อสำรวจการใช้สมุนไพรก็พบว่า คนในชุมชนยังพึ่งหมอยา ใช้สมุนไพรก่อนยาแผนปัจจุบัน" น.ส.พะยอม ขยายภาพให้ชัดเจน
เมื่อดูข้อมูลจากนักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้ ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มองว่า แม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 แต่การสนับสนุนยังไม่เต็มที่เท่าพืชเศรษฐกิจ และสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ สมุนไพรป่าเสี่ยงที่จะสูญพันธ์มาก ทั้งจากการบุกรุกป่าและการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น จากการสำรวจป่าสมุนไพรที่ภูผากูด พบว่าสมุนไพรเริ่มสูญพันธุ์เกือบ 80 ชนิด เช่น กระจ้อนเน่า ยางโดน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ชาวบ้านใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน
สำหรับบทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งดูเรื่องการผลิตสมุนไพรให้ได้ปริมาณและคุณภาพดีเพียงพอกับความต้องการ ของผู้บริโภคในทุก ภาคส่วน นางสุภัทรา ชวประดิษฐ์ นัก วิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมให้เกิดการขยาย พืชสมุนไพร จนถึงการ กระจายการผลิต ถือเป็นบทบาทของกรม และจากการเก็บผลสำรวจชนิด ของสมุนไพร พบว่ามีกว่า 4,000 ชนิด มีการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ตามตำรับยาต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนกว่า 900 ชนิด ขณะที่สมุนไพรที่นิยมปลูกกันมีเพียง 53 ชนิด ส่วนสมุนไพรที่เหลือในการมาทำประโยชน์ก็เก็บได้จากป่า และส่วนหนึ่งมีการนำเข้าจากต่างประเทศ
จากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรปี 2553 ของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเกษตรกรที่ปลูกพืชสมุนไพร 11,192 ครัวเรือน มีเนื้อที่ปลูกพืชสมุนไพร 53 ชนิด โดยพืชสมุนไพรที่มีการปลูกเชิงการค้า ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร บัวบก ว่านหางจระเข้ พริกไทย และไพล เป็นต้น
สมุนไพรมีจำนวนมาก แต่ที่นิยมมีเพียงไม่กี่ชนิด ทำให้สมุนไพรจำนวนหนึ่งเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เช่น ฮ่อสะพายควาย มีการใช้ในปริมาณน้อย ในอนาคตก็อาจจะสูญพันธุ์ ได้ หรือสมุนไพรบางอย่างเช่น รากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพรรากชิงชี่ รากท้าวยายม่อม และอัคคีทวาร ก็มีข้อจำกัดในการปลูก ใช้เวลาใน การเพาะพันธุ์นาน บางชนิดก็เป็นสมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ แน่นอนว่าหากปล่อยย่อมสูญพันธุ์อย่างแน่นอน
วิธีการที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับคนในชุมชนจะต้องเป็นผู้อนุรักษ์ ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญส่วนภาครัฐต้องให้ความ รู้และเชื่อมโยงตลาดและประโยชน์สุดท้ายก็ จะคืนกลับสู่ชุมชน
แม้สมุนไพรจะไม่ใช่พืชหลักที่ทำรายได้สูง แต่ประโยชน์ของสมุนไพรถือว่าหาค่าไม่ได้ และบ่อยครั้งที่การคิดค้นยาสมัยใหม่ก็เกิดจากการสกัดมาจากสมุนไพร
หากคนไทยไม่ช่วยกันอนุรักษ์และช่วย กันต่อยอดพัฒนา ก็น่าเสียดายมรดกทางปัญญาของเรา
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด
การอนุรักษ์ทรัพยากรพืชพันธุ์สมุนไพร เริ่มมีคนหลายกลุ่ม หลายชุมชน หลายตำบล หลายอำเภอ และหลายจังหวัด ร่วมมือร่วมใจกันปลูกพืชสมุนไพร เช่น กลุ่มเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จ.เชียงราย ดึงศักยภาพของหมอพื้นบ้านในชุมชนออกมา และชักนำความคิดของคนในชุมชนให้หันมาเห็นความสำคัญและปลูกพืชสมุนไพร กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสมุนไพร
น.ส.พยอม ดีน้อย ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จังหวัดเชียงราย ยอมรับว่า บางพื้นที่ก็แห้งแล้งทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปลูกพืชสมุนไพร แต่จากการที่คนในชุมชนร่วมกันสำรวจม่อนยาป่าแดด ตั้งแต่ปี 2550 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นม่อน ในภาษาเหนือ หรือเป็นดอยเขา ทำให้มีธาตุดินที่สมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะช่วยกันคัดเลือกพันธุ์สมุนไพรที่จะปลูกป่าสมุนไพร ให้เหมาะสมกับพื้นที่
"ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า คนในชนบท ยังมีการใช้สมุนไพรอยู่มากกว่า ร้อยละ 80 และเมื่อลงพื้นที่เพื่อสำรวจการใช้สมุนไพรก็พบว่า คนในชุมชนยังพึ่งหมอยา ใช้สมุนไพรก่อนยาแผนปัจจุบัน" น.ส.พะยอม ขยายภาพให้ชัดเจน
เมื่อดูข้อมูลจากนักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้ ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มองว่า แม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 แต่การสนับสนุนยังไม่เต็มที่เท่าพืชเศรษฐกิจ และสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ สมุนไพรป่าเสี่ยงที่จะสูญพันธ์มาก ทั้งจากการบุกรุกป่าและการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น จากการสำรวจป่าสมุนไพรที่ภูผากูด พบว่าสมุนไพรเริ่มสูญพันธุ์เกือบ 80 ชนิด เช่น กระจ้อนเน่า ยางโดน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ชาวบ้านใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน
สำหรับบทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งดูเรื่องการผลิตสมุนไพรให้ได้ปริมาณและคุณภาพดีเพียงพอกับความต้องการ ของผู้บริโภคในทุก ภาคส่วน นางสุภัทรา ชวประดิษฐ์ นัก วิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมให้เกิดการขยาย พืชสมุนไพร จนถึงการ กระจายการผลิต ถือเป็นบทบาทของกรม และจากการเก็บผลสำรวจชนิด ของสมุนไพร พบว่ามีกว่า 4,000 ชนิด มีการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ตามตำรับยาต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนกว่า 900 ชนิด ขณะที่สมุนไพรที่นิยมปลูกกันมีเพียง 53 ชนิด ส่วนสมุนไพรที่เหลือในการมาทำประโยชน์ก็เก็บได้จากป่า และส่วนหนึ่งมีการนำเข้าจากต่างประเทศ
จากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรปี 2553 ของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเกษตรกรที่ปลูกพืชสมุนไพร 11,192 ครัวเรือน มีเนื้อที่ปลูกพืชสมุนไพร 53 ชนิด โดยพืชสมุนไพรที่มีการปลูกเชิงการค้า ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร บัวบก ว่านหางจระเข้ พริกไทย และไพล เป็นต้น
สมุนไพรมีจำนวนมาก แต่ที่นิยมมีเพียงไม่กี่ชนิด ทำให้สมุนไพรจำนวนหนึ่งเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เช่น ฮ่อสะพายควาย มีการใช้ในปริมาณน้อย ในอนาคตก็อาจจะสูญพันธุ์ ได้ หรือสมุนไพรบางอย่างเช่น รากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพรรากชิงชี่ รากท้าวยายม่อม และอัคคีทวาร ก็มีข้อจำกัดในการปลูก ใช้เวลาใน การเพาะพันธุ์นาน บางชนิดก็เป็นสมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ แน่นอนว่าหากปล่อยย่อมสูญพันธุ์อย่างแน่นอน
วิธีการที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับคนในชุมชนจะต้องเป็นผู้อนุรักษ์ ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญส่วนภาครัฐต้องให้ความ รู้และเชื่อมโยงตลาดและประโยชน์สุดท้ายก็ จะคืนกลับสู่ชุมชน
แม้สมุนไพรจะไม่ใช่พืชหลักที่ทำรายได้สูง แต่ประโยชน์ของสมุนไพรถือว่าหาค่าไม่ได้ และบ่อยครั้งที่การคิดค้นยาสมัยใหม่ก็เกิดจากการสกัดมาจากสมุนไพร
หากคนไทยไม่ช่วยกันอนุรักษ์และช่วย กันต่อยอดพัฒนา ก็น่าเสียดายมรดกทางปัญญาของเรา
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด
สสส.ขยายเครือข่าย-คนเมืองหนุนปลูกสมุนไพรบริโภคเอง
นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการบริหารแผนสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าว ถึง "โครงการ สวนผักคนเมือง" ที่ สสส.ทำร่วมกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ในระยะที่ 3 ว่า นอกจากการเปิดรับกลุ่มชุมชนหน้าใหม่ที่ไม่เคยร่วมกิจกรรมแล้ว โครงการจะเพิ่มเติมความรู้ในด้านการปลูกพืชผักสวนครัว สมุนไพรไทยให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองแนวคิดการบริโภคอาหารให้เป็นยา โดยเฉพาะพืชที่สามารถเจริญเติบโตในพื้นที่จำกัด ทนในสภาพอากาศในเขตเมืองได้ และสามารถนำไปปรุงด้วยวิธีการที่ไม่ ซับซ้อน ทั้งนี้ เป็นการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลุ่มผู้ร่วมกิจกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม ประชากรในเขตเมือง มีพื้นที่ปลูกไม่มาก กระทั่งอยู่ในเขตชุมชนแออัด และต้องการปลูกเพื่อการบริโภคจริงในชีวิตประจำวัน
นาย วีรพงษ์ กล่าวว่า สสส.ยังวางแผนเพื่อขยายพื้นที่กิจกรรมไปตามชุมชนเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด อาทิ จ.เชียงใหม่ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีความสนใจในแนวคิดนี้ โดยจะเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มชุมชน หรือโรงเรียนที่มีความพร้อม ได้รวมกลุ่มและมีที่ดินส่วนกลางที่สามารถจัดสรรทำกิจกรรมได้
นางสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนในฐานะผู้จัดการ "สวนผักคนเมือง" กล่าวว่า กิจกรรมในปีนี้ยังเน้นด้านนวัตกรรม ด้วยการสร้างวิธีการทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เช่น ในพื้นที่เขตเมืองย่านมีนบุรี-หนองจอก ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ จะต้องมีการสำรวจและปรับปรุงเพื่อหาวิธีการเฉพาะตัว พัฒนาพื้นที่การเพาะปลูกให้เหมาะสมกับตนเองหรือในชุมชนแออัด ที่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็จะต้องมีวิธีจัดการที่สอดคล้องกับปัญหา ทั้งนี้ กิจกรรมระยะที่ 3 จะใช้เวลากว่า 1 ปี โดยมีเป้าหมายการสร้างกลุ่มชุมชนเข้าร่วมเครือข่ายประมาณ 30 โครงการ เพิ่มเติมจาก 2 ระยะแรก ที่พัฒนาไปแล้วกว่า 90 โครงการ
ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
มะระ...หวานเป็นลม ขมเป็นยา
มะระ...หวานเป็นลม ขมเป็นยา (Momypedia)
โดย TPK. @momypedia
มะระ สรรพคุณเด็ดดวง ถึงจะขมไปหน่อย แต่มีดีต่อสุขภาพแน่นอน
เมื่อ พูดถึงผักอย่าง "มะระ" ใคร ๆ ที่เคยได้ลิ้มลองคงนึกถึงรสชาติของความขมปร่าที่ลิ้นขึ้นมาได้ทันที แต่ในเมื่อ "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" ตามคำเปรียบเปรยที่คนโบราณกล่าวไว้ ความขมเพียงเล็กน้อยของมะระ จึงสู้ไม่ได้กับประโยชน์ทางอาหารและสรรพคุณทางยาที่มีมากมายจนเรานึกไม่ถึง...
มะระเป็นพืชล้มลุกชนิดไม้เถา จัดเป็นผักตระกูลเดียวกับ ฟัก แตงกวา บวบ ค้นพบครั้งแรกในประเทศจีน ก่อนที่แพร่ขยายไปในแถบทวีปเอเชียและอินเดีย จนกลายเป็นผักที่ใคร ๆ ก็รู้จักทุกวันนี้ ปัจจุบันในบ้านเรานิยมบริโภคมะระเพียงสองชนิด คือ มะระขี้นก ซึ่งมีขนาดเล็ก ผิวขรุขระ สีเขียวแก่ หัวและท้ายเรียวแหลม มีรสชาติขม และมะระจีน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ชาวจีนนำเข้ามาในประเทศไทย ลักษณะผลมีขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน น้ำหนักมาก แต่มีความขมน้อยกว่า
มะระทำไมขม
เหตุที่มะระมีรสขม เพราะในมะระมีสารเคมีชนิดหนึ่งชื่อ Momodicine ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้อยากอาหาร ขณะ เดียวกันก็ยังช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งรสขมที่แฝงอยู่ในผลมะระยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน ๆ โดยเฉพาะผู้มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ จึงสมควรที่จะนำมะระมาปรุงอาหารกินบ่อย ๆ
ทั้ง มะระจีนและมะระขี้นสามารถนำมาประกอบอาหารได้มากมายหลายชนิด เช่น มะระต้มจืด แกงจืดมะระยัดไส้ มะระผัด ยำมะระสด หรือลวกจิ้มน้ำพริก แถมราคาก็ไม่แพงมาก ตามท้องตลาดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-30 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในช่วง ๆ นั้น
สำหรับการลดความขมของมะระเพื่อนำมาประกอบอาหารนั้น มีเคล็ดลับว่าก่อนให้นำมะระที่หั่นหรือซอยแล้ว นำไปคลุกกับเกลือทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือ เวลาต้มมะระยัดไส้ ให้เปิดฝาหม้อไว้จนเดือด จะช่วยลดความขมของมะระได้
หวานเป็นลม ขมเป็นยาจริง ๆ
แม้ว่ามะระจะขึ้นชื่อลือชาเรื่องความขมจนติดลิ้น แต่ก็มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะในมะระมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของกระดูกและฟัน ช่วยให้เลือดแข็งตัว มีฟอสฟอรัสซึ่งทำงาน ซึ่งทำงานสัมพันธ์กับแคลเซียมในการบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสมอง กล้ามเนื้อ วิตามินซีที่ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคและปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็ง
นอก จากนั้นส่วนอื่น ๆ ของต้นมะระยังเป็นพืชผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาอีกหลายประการ เช่น ใบสดใช้ต้มดื่มเพื่อบรรเทาอาการหวัด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อาการร้อนใน กระหายน้ำ ลดการบวมหรือฟกช้ำตามร่างกาย และใช้ทาแก้อาการผื่นคันได้
ส่วนผลมะระสุก คั้นเอาแต่น้ำ ใช้ทาหน้าเพื่อแก้อาการสิวอักเสบ ผลดิบ ใช้ลวกกินกับน้ำพริก แก้อาการปวดเข่าในผู้สูงอายุ หรือแม้แต่เมล็ดมะระก็มีคุณสมบัติในการปรับธาตุในร่างกายให้เกิดความสมดุล รากสดของมะระใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ และบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวารได้ด้วย
ถึงมะระจะมีรสชาติค่อนข้างขม แต่มะระก็ได้รับความนิยมจากคนรักสุขภาพนำผลสด ๆ มาคั้นเป็นน้ำดื่ม เพราะ น้ำที่ได้จากผลมะระมีสรรพคุณในการช่วยฟอกเลือดและกระตุ้นการทำงานของตับให้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มอินซูลินตามธรรมชาติให้ กับร่างกาย เหตุนี้น้ำมะระจึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานอย่างยิ่ง
ในการเลือกซื้อมะระมาทำอาหารแต่ละครั้งนั้น ถ้าไม่อยากได้มะระแก่ไปทำอาหาร ควรสังเกตที่หนามของมะระ ถ้าหนามมีลักษณะแข็ง แสดงว่ามะระนั้นแก่เต็มที่ ไม่ควรซื้อเพราะจะมีรสขมมาก แต่ถ้าหนามมีลักษณะอ่อนนิ่ม แสดงว่าเป็นมะระอายุน้อยและไม่ขม สามารถนำมาประกอบอาหารได้
เคล็ดลับสำหรับตกขาว มะระช่วยคุณได้
นำมะระขี้นกแก่ประมาณ 10 ลูก ล้างให้สะอาด โขลกทั้งเม็ดให้ละเอียด ใช้ผ้าขาวบางคั้นเอาแต่น้ำ ผสมเหล้าขาว 3 ช้อนชา รับประทานวันละ 1 ครั้งติดต่อกัน 1 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้น
อาหารสมุนไพร เยียวยาความเครียดนอนไม่หลับ
เยียวยาความเครียดนอนไม่หลับด้วยอาหารสมุนไพร (ไทยโพสต์)
ปัจจุบัน มีประชากรที่มีภาวะนอนไม่หลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ หลายคนกล่าวว่า ตนเองใช้ยานอนหลับได้ผลดีในระยะแรก แต่ต่อไปก็เพิ่มการใช้ยาขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งแม้จะกินยานอนหลับก็ไม่อาจนอนหลับได้ลง จนกลายเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง
โรคนอนไม่หลับส่งผลกระทบต่อจิตใจก่อให้เกิดความเครียดตามมา รับประทานอาหารไม่ได้ ซึ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจที่อาจทำให้เกิดความซึมเศร้าต่อ เนื่อง จนอาจไม่มีเรี่ยวแรงและกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคปัญหากัน ใหม่
การเยียวยารักษาความเครียด คลายความกังวลด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดสามารถทำได้หลากหลายวิธี โดยเฉพาะเรื่องอาหาร การเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยผ่อนคลาย ระงับประสาท ช่วยให้นอนหลับ จึงเป็นทางเลือกเบื้องต้นที่สามารถทำได้ง่าย ๆ อาทิ
ขี้เหล็ก
นับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่นำมาปรุงอาหารช่วยให้นอนหลับสบาย ขับถ่ายสะดวก เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย นิยมนำมาทำแกงขี้เหล็ก คนภาคเหนือ-อีสาน มักแกงใส่ย่านาง ส่วนภาคกลาง-ภาคใต้นิยมแกงใส่กะทิ ส่วนที่นำมาใช้ปรุงเป็นอาหารควรเลือกส่วนยอดจนถึงใบอ่อน และดอก ในใบขี้เหล็กมีเบต้าแคโรทีนสูง ทั้งดอกและใบต่างมีสรรพคุณช่วยระงับประสาท บำรุงประสาท ช่วยให้นอนหลับ ช่วยในการระบาย และบำรุงสายตาด้วย
มะรุม
เป็นพืชผักสมุนไพรอีกชนิดที่ออกฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ ช่วยระบาย นิยมใช้ฝักอ่อนมาแกงส้ม ใช้ยอดอ่อนลวกจิ้มน้ำพริกหรือแกงส้ม มะรุมเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคสูงมาก ได้มีการนำใบมะรุมมาบดเป็นผงบรรจุแคปซูลบริโภคอย่างแพร่หลาย บริโภคเป็นอาหารเสริมหรือโฆษณาชวนเชื่อจนนึกว่ามะรุมเป็นยาวิเศษ
อย่างไรก็ตาม แนะว่าการบริโภคมะรุมควรบริโภคในรูปแบบอาหารจะปลอดภัยกว่า แม้ว่าสรรพคุณของมะรุมที่กล่าวถึงจะเป็นสรรพคุณที่ดีจริง แต่รูปแบบและปริมาณการใช้จะเป็นตัวแปรที่บอกได้ว่าการใช้นั้นให้ผลดีหรือผล ร้าย และโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ที่หันไปใช้มะรุมรักษาโดยหวังว่าจะช่วยให้หายจากโรคร้ายได้กลับต้องเผชิญกับ อาการที่ทรุดหนักกว่าเดิม
โบราณบอกว่าบริโภคมะรุมให้เลือกยอดอ่อนหรือใบเพสลาดเท่านั้น เพราะถ้าเป็นใบแก่จะสะสมสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ใบแก่ส่วนใหญ่เกษตรกรจะใช้หมักกับดินระหว่างเตรียมแปลงเพาะปลูกจะช่วยฆ่า เชื้อราในดินได้ ในใบมีโปรตีนและแคลเซียมสูงจึงมีรายงานว่าใช้เป็นยาประสะน้ำนม และเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กขาดสารอาหาร
สิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนักคือมะรุมแคปซูลนั้นเลือกใช้ส่วนที่นำมาเป็นยาถูก ต้องตามหลักการใช้หรือไม่ โบราณกำหนดให้ใช้ใบเพสลาด แต่ที่บรรจุในแคปซูลนั้นเป็นใบเพสลาดแท้ไม่เจือปนใบแก่จริงหรือ หมอแผนไทยหลายท่านยืนยันว่ามะรุมใช้ได้ผลดีจริงแต่ใช้ในรูปแบบอาหารเป็นยา แกงจืดยอดอ่อนมะรุม แกงส้มมะรุม หรือลวกยอดอ่อนมะรุมจิ้มน้ำพริก อร่อยได้ประโยชน์และปลอดภัยกว่า
สะเดาและมะระ
ต่างมีรสขม ซึ่งช่วยในการเจริญอาหาร จึงเหมาะที่จะนำมาปรุงเข้าสำรับเพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากรับประทาน อาหาร เพิ่มพละกำลังและเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับชีวิตในวันต่อไป
ต่างนำมาปรุงเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้ มีรายงานทางวิชาการว่าสารสกัดจากรากบัวช่วยให้นอนหลับ สรรพคุณของรากบัว ไหลบัวช่วยบำรุงให้เจริญอาหาร ช่วยให้ประสาทสงบ บำรุงน้ำดี แก้ท้องร่วง และเกสรดอกบัว ช่วยให้ดวงจิตแช่มชื่น บำรุงหัวใจ
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสมุนไพรที่นำมาปรุงเป็นชาหรือน้ำสมุนไพรดื่ม อาทิ ชาดอกคำฝอยบำรุงโลหิต บำรุงประสาท บำรุงน้ำดี ชาชุมเห็ดไทยเลือกเอาส่วนที่เป็นเมล็ดมาใช้ โดยการนำมาคั่วให้หอมก่อนแล้วนำไปชงเป็นชาดื่ม ช่วยให้นอนหลับดี แก้กระษัย ขับปัสสาวะพิการได้ดี เป็นยาระบายอ่อน ๆ รักษาโรคผิวหนังใบเตย บำรุงหัวใจช่วยให้สดชื่น และ เก๊กฮวย ช่วยให้ประสาทสงบ ช่วยในการระบายอ่อน ๆ และแก้ร้อนในกระหายน้ำ
สมุนไพรดังที่กล่าวมานี้จะช่วยในเรื่องของระบบประสาท รวมถึงระบบหัวใจซึ่งมีอีกหลายตัวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างน้อยในภาวะที่เราเองเผชิญกับภาวะความเครียดนอนไม่หลับ ที่ตามมาคือขับถ่ายไม่ออก หัวใจอ่อนแอ แต่สามารถเลือกสรรอาหารสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้ ก็จะทำให้มีแรงลุกมาขับเคลื่อนต่อสู้ชีวิตในวันใหม่ได้
ที่สำคัญอย่าลืมการออกกำลังกายหรือการสวดมนต์ภาวนาสร้างสมาธิ ช่วยบำบัดเยี่ยวยาจิตใจตนเองอีกทางหนึ่ง ร่างกายที่แข็งแรงพักผ่อนเพียงพอบวกจิตใจที่ไม่ย่อท้อย่อมทำให้ชีวิตก้าว ผ่านปัญหาทุกอย่างแบบสบาย ๆ
น้ำถั่วเขียว
ประโยชน์มาก มีกลูต้าไธโอนด้วย แก้กระหายคลายร้อนและยังให้ผิวขาวใสขับสารพิษออกจากร่างกายดีอย่างนี้ำทำดื่มเองเลยดีกว่า
ถั่วเขียวเป็นแหล่งโปรตีนจากพืช ถือเป็นโปรตีนชั้นดี
ที่ดีกว่าเนื้อสัตว์เพราะให้พลังงานต่ำกว่า ไม่มีโคเลสเตอรอล ไขมันต่ำ
แต่มีเส้นใยอาหารสูง นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามินบี สังกะสี
โปแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และเหล็ก
คนจีนยังถือว่ากินถั่วเขียวแก้ร้อนในได้ด้วยเพราะเป็นอาหารธาตุเย็น
เมนูนี้จึงเหมาะกับเป็นอาหารเช้าหน้าร้อนนี้ได้ดีทีเดียว
ส่วนผสม
ถั่วเขียว 1/2 กิโลกรัม
น้ำ 1 ลิตร
น้ำตาลทรายแดง
เกลือป่น
วิธีทำ
ล้างถั่วเขียาด จากนั้น นำไปต้มให้เดือด เมื่อเดือดแล้วหรี่ไฟลง
เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 นาที จนเนื้อถั่วเขียวละลายออกมาปนกับน้ำ
ใส่น้ำตาลทรายแดงให้มีรสชาติตามชอบ
เทคนิค
ควรแช่ถั่วเขียวในน้ำสะอาดทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ถั่วนุ่มขึ้น
จะทำให้เคี่ยวได้สุก และนิ่มเร็วขึ้น และระหว่างต้มถั่วหมั่นคนบ่อยๆ เพื่อ
ถั่วเขียวเป็นแหล่งโปรตีนจากพืช ถือเป็นโปรตีนชั้นดี
ที่ดีกว่าเนื้อสัตว์เพราะให้พลังงานต่ำกว่า ไม่มีโคเลสเตอรอล ไขมันต่ำ
แต่มีเส้นใยอาหารสูง นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามินบี สังกะสี
โปแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และเหล็ก
คนจีนยังถือว่ากินถั่วเขียวแก้ร้อนในได้ด้วยเพราะเป็นอาหารธาตุเย็น
เมนูนี้จึงเหมาะกับเป็นอาหารเช้าหน้าร้อนนี้ได้ดีทีเดียว
ไม่ให้ถั่วติดก้นหม้อ
นมสดที่ราดถั่วเขียวควรเป็นนมสดที่เย็นเจี๊ยบจะช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้นที่มาจาก : samunpai.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










