แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออกกำลังกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออกกำลังกาย แสดงบทความทั้งหมด

หันมาใส่ใจสุขภาพแบบ เจสซี่


          เป็นดาราสาวที่มีงานละครเข้ามาตลอดสำหรับ “เจสซี่” เจสสิกา ภาสะพันธุ์ ผลงานที่ผ่านมาของเธอ ละครเรื่อง ปฐพีเล่ห์รัก ตามด้วยลิขิตสเน่หา รักประกาศิต  รักนี้หัวใจมีครีบ ไอ้คุณผี และอีกหลายเรื่องที่กำลังถ่ายทำอยู่ นาทีนี้เธอจึงเป็นดาราสาวที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง...
 

            ทำงานมากขนาดนี้ วันนี้นักแสดงสาวเลยจะมาเผยเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพมาฝากกันค่ะ

           เจสซี่ บอกว่าการดูแลตัวเอง คือการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างเช่น  ผัก ผลไม้ รวมถึงหาอะไรทำเพื่อให้จิตใจปลอดโปร่ง รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพดี

           “ถ้ามีเวลาว่างจะออกไปเดินเล่นในสวน 20-30 นาที ก็ถือว่าได้ออกกำลังกายแล้ว หรือบางครั้งต้องออกไปซื้อของใกล้ๆ บ้าน ก็จะใช้การเดินแทนการใช้รถ เพราะจะช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน ลดโลกร้อน ที่สำคัญเราได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย” เจสซี่ เล่า

          นอกจากการดูแลสุขภาพกาย เจสซี่ ยังเผยถึงเคล็ดลับการดูแลผิวพรรณให้ดูสดใส เปล่งปลั่งอยู่ตลอดเวลาว่า เธอรับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำเป็นประจำทุกวัน สำหรับการผ่อนคลายความเครียดนักแสดงสาวให้ความเห็นว่า จะหาวิธีการปลุกใจตัวเองให้แข็งแรง สดชื่นขึ้น โดยทำอะไรก็ได้ที่สบายใจ เช่น ไปกินข้าวกับเพื่อน ไปดูหนัง อยู่บ้านอ่านหนังสือ และหาเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อคิดทบทวนว่าเราเครียดเรื่องอะไร เกิดจากอะไร แล้วตัดสิ่งนั้นออกไป

            เพราะยิ่งต้องทำงานตลอดเวลา ก็ยิ่งจะต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

            ท้ายสุด เจสซี่ฝากคำแนะนำถึงคนที่อยากดูแลตัวเองว่า ไม่ ว่าเราจะเครียดเรื่องอะไร ความเครียดนั้นจะส่งผลมาถึงสุขภาพร่างกายโดยตรง  ทำให้ป่วยบ้าง ร่างกายอ่อนล้าบ้าง เราจึงต้องดูแลตัวเองให้ดี

            “หาเวลาออกกำลังกายสัก 30 นาทีค่ะ จะแกว่งแขนอยู่ในบ้าน ดื่มน้ำเยอะๆ กินผัก ผลไม้เยอะ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ลง เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดีแล้ว” เจสซี่กล่าว


            ที่มา : Team Content  www.thaihealth.or.th
            ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

สวย รูปร่างดีกับ แคทรียา อิงลิช

          ห่างหายจากวงการมายาไปสักระยะสำหรับสาวเซ็กซี่มากความสามารถทั้งด้านการแสดง เต้น และร้องเพลง “แคท” แคทรียา อิงลิช  แต่ถึงจะไม่ได้พบกันนาน รูปร่างของเธอก็ยังสวยเป๊ะ แถมยังมีรอยยิ้มสดใสเหมือนเช่นเคย เห็นอย่างนี้แล้ว เลยขอล้วงเคล็ดลับการดูแลตัวเองของเธอมาฝากคุณผู้อ่าน

             แคท เผยถึงการสร้างรูปร่างที่ดีว่า เป็นคนที่ติดการออกกำลังกายมาก แต่ละวันจะออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชม. ทุกเช้า ต่อเนื่องด้วยการเล่นพิลาทิสอย่างน้อยวันละ 1-2 ชม. ซึ่งการเล่นพิลาทิสนี้ จะคล้ายกับการเล่นโยคะ แต่พิลาทิสจะช่วยให้ร่างกายเฟิร์ม กล้ามเนื้อเรียว โดยเฉพาะคนที่อยากจะหน้าท้องแบน พิลาทิสช่วยได้เยอะ นอกจากนี้ เธอยังเป็นคนที่ชอบการซิทอัพหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงขึ้น

             “เมื่อดูแลสุขภาพกายแล้ว ใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องดูแลควบคู่กันไป เพราะเวลาเครียดจากงาน จิตใจคนเราเป็นสิ่งแรกที่จะรับรู้ ส่วนตัวพยายามที่จะมองโลกในแง่ดี อะไรที่เป็นอุปสรรคก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ในชีวิต ต้องรู้จักปล่อยวาง ถ้าเครียดจริงๆ ก็จะเต้นหรือไม่ก็เลือกที่จะโทรศัพท์คุยกับเพื่อนเพื่อให้เราผ่อนคลายมาก ขึ้น” แคท กล่าว

              ออกกำลังกายและพักผ่อนแล้ว ก็ต้องนึกถึงอาหารการกิน แคทเล่าว่าต้องเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอย่างอาหารทอดหรือผัด เน้นการกินผักและผลไม้มากๆ ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ

              สำหรับเดือนพฤษภาคมที่มีวันงดสูบบุหรี่โลก นักร้องสาวคนสวยให้ความเห็นว่า ปัจจุบันคนไทยเริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น สูบบุหรี่น้อยลง แล้วหันมาออกกำลังกาย เพราะเห็นโทษภัยของบุหรี่แล้วว่า จะส่งผลร้ายกับตัวเองอย่างไรบ้าง

             “บุหรี่ให้โทษกับตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำลายสุขภาพ ทำลายครอบครัว และยังทำลายสิ่งแวดล้อม ครอบครัวของแคทเองก็มีคุณย่าที่สูบบุหรี่ แต่ท่านก็เลิกสูบบุหรี่ได้ด้วยตัวของท่านเอง พอเลิกแล้วเห็นชัดเลยว่าทั้งสุขภาพ และผิวพรรณของท่านดูสดใสขึ้น วันนี้จึงยังไม่สายที่จะเลิกสูบบุหรี่ค่ะ” แคท ทิ้งท้าย


             ที่มา : Team Content  www.thaihealth.or.th

เผย เคาช์โปเตโต้ คุกคามเด็กไทย


          แพทย์ ชี้สถานการณ์สุขภาพเด็กไทยใกล้วิกฤติ พบพฤติกรรมชอบนั่งๆ นอนๆ ดูทีวี วีดีโอ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ "เคาช์โปเตโต้" คุกคามหนัก ทำเด็กไทยเฉื่อย และเป็นโรคอ้วนมากถึงร้อยละ 8 จิตแพทย์หวั่นเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคร้ายในอนาคต แนะออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง

          พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เด็กไทยมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเป็น เคาช์โปเตโต้” (couch potato) หรือ คนที่เอาแต่นั่งๆ นอนๆ ดูทีวี วิดีโอ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ไม่เคลื่อนไหวทำกิจกรรม ทำให้เป็นโรคอ้วน การศึกษาล่าสุดพบว่า ในจำนวนเด็กไทยอายุ 2-18 ปี ทั่วประเทศ จำนวน 17.6 ล้านคน มีเด็กที่เป็นโรคอ้วนมากถึงเกือบ 1.5 ล้านคน กลุ่มวัยรุ่นเป็นโรคอ้วนมากที่สุด เนื่องจากขาดการออกกำลังกาย จึงทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ มากมายในอนาคต เช่น ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน รวมทั้งมีโอกาสที่จะมีปัญหาด้านบุคลิกภาพ การสื่อสาร การเข้าสังคม และทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วย

          สาเหตุของพฤติกรรม เคาช์โปเตโต้มา จากการที่เด็กดูโทรทัศน์ เล่นเกมวิดีโอหรือคอมพิวเตอร์มากเกินไป พ่อแม่จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่หลายคนคิดว่าการดูโทรทัศน์และเล่นคอมพิวเตอร์ เป็นการให้ความรู้และปลอดภัย แต่จริงๆ แล้วไม่ได้พัฒนาทางกายตามที่ควรเป็น แขนขาไม่ได้ใช้งาน ขาดโอกาสที่จะได้ฝึกการโต้ตอบ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ทำให้พูดช้า เลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สมาธิสั้น เป็นการบ่มเพาะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดี ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย

          พญ.อัมพรกล่าว ว่า ผลการสำรวจพบว่าเด็กไทยร้อยละ 67.8 เล่นอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ เฉลี่ยครั้งละ 2.42 ชั่วโมง ดูโทรทัศน์ 1-7 ชั่วโมงต่อวัน  และ มีเด็กจำนวนมากที่ดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมไปรับประทานอาหารไปจนอ้วน หรือบางคนก็ไม่รับประทานอาหารเลยจนขาดสารอาหาร บางคนอารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดจากภาวะเคาช์โปเตโต้ ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เด็กโตไม่ควรใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมง เล่นเกมหรือดูทีวี เด็กเล็กไม่เกิน 30 นาที สถาบันการศึกษา ครอบครัว ภาครัฐและเอกชน จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันพฤติกรรมดังกล่าว

          โรงเรียน ควรเพิ่มเวลาออกกำลังกายหรือเรียนพลศึกษาในโรงเรียน การจัดให้มีสนามเด็กเล่น ลานกิจกรรมและสันทนาการในชุมชนอย่างทั่วถึง การใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีคุณภาพ เช่น พ่อแม่ชวนกันทำงานบ้าน ออกไปวิ่งเล่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกัน เพื่อสุขภาพดีอย่างมีคุณภาพ

          ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า เด็กในวัยเรียนควรออกกำลังกายในระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ วันละ 60 นาที เพื่อให้มีสุขภาพดี และผู้ใหญ่ทั่วไปวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อให้โครงสร้างและกล้ามเนื้อ ระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายได้เป็นอย่างดี

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นศ.แพทย์รณรงค์ลดอ้วน พึ่งออกกำลังกาย


         สหพันธ์ นิสิตนักศึกษาแห่งเอเชีย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เครือข่ายคนไทยไร้พุง ร่วมรณรงค์ลดอ้วนส่งเสริมสุขภาพในรั้วมหาวิทยาลัย หลังพบนักศึกษานิยมใช้บริการลดความอ้วนแบบผิดวิธี

          นาย วสันต์ เจนธนากุล นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 โรงพยาบาลรามาธิบดี ตัวแทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งเอเชีย กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้จัดงาน bangkok heath expo โดย จะจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 6-8 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อ ต่างๆ

          "สหพันธ์ ได้มีโอกาสเข้าร่วมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรคอ้วน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ กทม.ที่มีนโยบาย ให้คนกรุงเทพฯ ไร้พุง ซึ่งร่วมกับเครือข่ายคนไทยไร้พุง และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป้าหมายของโครงการนี้ต้องการให้ประชาชนทั่วไป และกลุ่มนักศึกษาหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นโดยการออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีมากกว่าหันไปหาวิธีการลดน้ำหนักแบบไม่ถูกต้อง" นายวสันต์ กล่าว

          นาย วสันต์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากแต่ขาดความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง บางคนต้องทำงานจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย จนเกิดโรคต่างๆ สะสม โดยโรคที่พบมาก นั่น คือ โรคอ้วนซึ่งเป็นโรคที่จะนำไปสู่โรคไม่ติดต่ออีกหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และบางรายที่เกิดปัญหาโรคอ้วนต้องไปใช้บริการเข้าคอร์สจากสถาบันเสริมความ งาม ซึ่งเป็นสิ่งไม่จำเป็น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพด้านอื่นในระยะยาวอีกด้วย

          นอก จากนี้ จากการรณรงค์ที่ผ่านมาพบว่าแม้การสูบบุหรี่มีอัตราที่สูง แต่ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ต่างกับปัญหาเรื่องอ้วนและน้ำหนักเกินที่มีแนวโน้มสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสูงถึง 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งเอเชียได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้มีการรณรงค์ร่วมกับกรุงเทพมหานครเพื่อสร้างเสริมสุขภาพในมหาวิทยาลัย

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ระวังความดันโลหิตสูง ภัยเงียบ นำไปสู่ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ


          โรคความดันโลหิตสูง หรือที่เรียกว่า "ฆาตรกรเงียบ" เนื่อง จากผู้ป่วยจะไม่มีอาการแสดงออกอย่างชัดเจน หากไม่ดูแลและควบคุม จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เกิดโรคแทรกซ้อนจนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคไต และโรคหัวใจล้มเหลวได้อย่างเฉียบพลันปัจจุบันโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหา มากในผู้สูงอายุ โรคนี้มีอันตรายสูงเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตนเองมีความดัน โลหิตสูงเพราะไม่มีอาการผิดปกติ การตรวจพบความดันโลหิตสูงได้แต่เนิ่น จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาและควบคุมอาการ

          เนื่อง ในวันความดันโลหติสูงโลกซึ่งกำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความอันตรายและวิธีการป้องกันและควบคุมโรค ความดันโลหิตสูง ดร.นพ.เจย์ ลี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเพศชาย โรงพยาบาลรอคกี้วิลล์ เจอเนอรัล ประเทศแคนาดา จึงให้คำแนะนำเกี่ยวกัลป์การดูแลตัวเองให้ห้างไกลจากภาวะความดันโลหิตสูง

          "ความ ดันโลหิตปกติ คือ มีความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวน้อยกว่า 120 และความดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัวต้องน้อยกว่า 80 ตัวอย่างเช่น 119/79 mm mg ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ที่มีความดันเลือดอยู่ในระดับอันตรายคือ 140/90 mm hg และ 130/80 สำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงส่วนสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงนั้นร้อยละ 90-95 ไม่ทรายสาเหตุที่แน่ชัดอาจเนื่องมาจากกรรมพันธุ์และอื่นๆ มีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้นที่ทราบสาเหตุ เช่น ไขมันในเลือดสูง เครียด โรคอ้วน ทั้งนี้ถ้าสามารถลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุได้โอกาสการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง เพราะความดันโลหิตสูงนำไปสู่โรคที่บั่นทอนชีวิตและสุขภาพ อาทิ โรคหัวใจ โรคไตและยังนำไปสู่โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งผู้ชายจำนวนมากอาจยังไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้องระหว่างสองโรคนี้" ดร.นพ.เจีย์ ลี กล่าว "ความปลอดภัย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้แนะนำขนาดยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย" ดร.นพ.เจย์ ลี กล่าวเพิ่มเติม

          "ข้อ ดีของปัญหาความดันโลหิตสูงอยู่ที่แม้ว่าจะไม่ทราบสาเหตุของโรคที่แน่ชัด แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและสำหรับผู้ที่ป่วย เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วก็สามารถควบคุมอาหารของโรคได้ง่ายๆ ด้วยการพยายามควบคุมน้ำหนัก รับประทานผักและผลไม้สด เนื่องจากมีโพรแทสเซียมสูง รวมถึงรับประทานโฮลเกรนและอาหารที่มีไขมันต่ำ ซึ่งอาหารที่มีประโยชน์มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผู้ป่วยควรลดการรับประทานเกลือและโซเดียม จะช่วยในการลดระดับความดันเลือด ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด" ดร.นพ.เจีย์ ลี กล่าวสรุป

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

รักสุขภาพ ออกกำลังกาย ช่วยได้


          ผู้ ป่วยเบาหวานจะมีอายุสั้นกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน เฉลี่ยประมาณ 10-15 ปี สาเหตุการเสียชีวิตที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยเบาหวานคือ หัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน

          ปัจจัย เสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ได้แก่ การสูบบุหรี่ ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ไม่ออกกำลังกาย ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานถึง 2-3 เท่า เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงมากมายในการเกิดโรคดังกล่าว

          โรค หัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานป้องกันได้ ถ้าเคร่งครัดต่อการปฏิบัติตัวต่อสุขภาพ ในอนาคตผู้ป่วยเบาหวานจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดน้อยลง

          โรค เบาหวานทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ คือ มีผลทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และดับเอช-ดี-แอล คอเลสเตอรอล (คอเลสเตอรอลชนิดดี) ในเลือดต่ำ โรคเบาหวานมีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความดันโลหิตสูงมากกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานถึง 2 เท่า โดยเฉพาะถ้าเป็นเบาหวานลงไตแล้ว จะพบความดันโลหิตสูงได้บ่อยมากนอกจากนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเอง ก็มีผลทำให้หลอดเลือดแดงตีบตันได้

          ผู้ ป่วยเบาหวานจะป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคหัวใจขาดเลือดได้ โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดควบคุมอาหาร เลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลน้อย งดเครื่องดื่มและอาหารที่มีรสหวาน ควบคุมปริมาณอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว และจากการสำรวจ พบว่าข้าวกล้องมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มน้อยกว่าข้าวขัดขาว

          หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ขาหมู หนังสัตว์ เครื่องใน หอยนางรม ไข่แดง เป็นต้น ควรรับประทานอาหารประเภทผักและถั่วให้มากและรับประทานผลไม้พอประมาณ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม กรณีที่มีความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ควรรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ

          ผู้ ป่วยเบาหวานควรมีระดับไขมันแอล-ดี-แอล คอเลสเตอรอล (คอเลสเตอรอลชนิดร้าย) กว่า 150 มก./ดล. ระดับความดันโลหิตควรน้อยกว่า 130/80 มม.ปรอท ระดับน้ำตาลในเลือดขณะงดอาหารควรจะน้อยกว่า 120 มก./ดล. และน้ำตาลเฉลี่ยหรือน้ำตาลสะสมในเลือด (ฮีโมโกลบิน เอ-วัน-ซี) ควรน้อยกว่า 7.0%

          ผู้ป่วยบางรายที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างอาจจะต้องรับประทานแอสไพรินขนาดเล็กร่วมด้วย เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

 ที่มา : โรงพยาบาลราชวิถี

มวยไทยแอโรบิก ออกกำลังกายผสมผสาน ช่วยให้หัวใจ ปอด แข็งแรง


          แอโรบิก เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในบรรดาคนรักสุขภาพ เพราะเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีรูปร่างที่สวยงามแล้ว แอโรบิกยังให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และสามารถผ่อนคลายความเครียดได้

          มวยไทยแอโรบิก เป็น กิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างการเต้นแอโรบิกกับกีฬามวยไทย จัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยเรียกเหงื่อและรอย ยิ้มได้เป็นอย่างดี มวยไทยแอโรบิกเป็นการนำลักษณะการออกอาวุธของมวยไทย เช่น การออกหมัด การเตะ ฯลฯ มาประยุกต์เป็นท่าเต้นแอโรบิก

          การ ออกกำลังกายแบบมวยไทยแอโรบิกเกิดขึ้นมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ค่อยแพร่หลายจึงไม่เป็นที่รู้จักมากนัก มวยไทยแอโรบิกเป็นกิจกรรมหนึ่งที่พวกเราคนไทยควรรู้จัก เพราะเป็นกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์กีฬามวยไทย นับวันคนรุ่นหลังแทบจะไม่รู้จักมวยไทยแล้ว เพราะการแข่งขันมวยไทยมีไม่ค่อยมาก ไม่เหมือนมวยสากลหรือมวยไทยสากล ดังนั้น การประยุกต์ท่าแม่ไม้มวยไทยกับการเต้นแอโรบิกน่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะ ช่วยสืบสานให้กีฬาประเภทนี้คงอยู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน ไม่ถูกลืมเลือนหรือสูญหายกลายไปเป็นสมบัติของชาติอื่น

          มวย ไทยแอโรบิกเป็นการออกกำลังกายด้วยท่าแม่ไม้มวยไทยร่วมกับท่ากายบริหารหรือ การเคลื่อนไหวร่างกายเบื้องต้น โดยใช้จังหวะดนตรีเป็นตัวกำกับความช้าเร็วของการเคลื่อนไหว

          เวลา ที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายประเภทนี้คือ ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 นาที จึงจะสามารถช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ หัวใจ ปอด และหลอดเลือด ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

          สำหรับ คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือมีสุขภาพไม่แข็งแรงแต่สนใจอยากทำกิจกรรม ประเภทนี้ควรหัดจากท่าที่ไม่ยากหรือหนักเกินไปก่อน เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส โดยทำครั้งละ 30 นาทีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เมื่อร่างกายมีความพร้อมมากขึ้นอาจเพิ่มความหนักและความยากของท่า และอาจเพิ่มเวลาเป็น 35 นาที หรือค่อยๆเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆจนสามารถออกกำลังกายได้ครบ 1 ชั่วโมง

          ชุด ที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายแบบมวยไทยแอโรบิกควรเป็นชุดที่พอดีตัว ไม่หลวมจนเกินไป ส่วนรองเท้าควรสวมรองเท้ากีฬาหรือรองเท้าสำหรับการเต้นแอโรบิกโดยเฉพาะ เพราะจะช่วยลดแรงกระแทกจากการเต้น และป้องกันการบาดเจ็บขณะเล่นได้

          มวย ไทยแอโรบิกจัดเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งผู้สูงอายุก็สามารถออกกำลังกายประเภทนี้ได้โดยลดจังหวะการเต้นให้ ช้าลง ใช้ท่าที่ไม่ยากมากสำหรับการเคลื่อนไหว ส่วนคนหนุ่มสาวอาจใช้จังหวะเพลงที่เร็วหน่อย เพราะจะช่วยให้การออกกำลังกายของคุณมีความสนุกสนานมากขึ้น

          ไม่ว่าคุณจะชอบหรือถนัดกีฬาชนิดไหนก็ตาม คุณควรแบ่งเวลาส่วนหนึ่งในชีวิตมาดูแลร่างกายตัวเองบ้าง เพราะการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญกับสุขภาพของเรา สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานอาจหาเวลาไปออกกำลังกายไม่ค่อยได้ จึงอยากแนะนำให้คุณเลือกเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น เพราะการเดินถือเป็นการออกกำลังกายอีกอย่างหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆแต่ให้ผลที่ คุ้มค่า ยังไงอย่าลืมมาออกกำลังกายกันเยอะๆนะคะ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง


ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

ออกกำลังกายอย่างไร ให้หัวใจแข็งแรง


             การออกกำลังกายโดยทั่วไปล้วนแล้วแต่มีประโยชน์กับร่างกายอยู่แล้ว แต่มีหลายคนสงสัยว่าจะออกกำลังกายอย่างไรที่จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำ งานของหัวใจสูงสุด คำตอบของคำถามนี้ก็คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (aerobic exercise) ซึ่งหลายคนก็คงจะเข้าใจว่าคือการเต้นแอโรบิก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่

             การออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ในร่างกายหลายๆมัดอย่างต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีผลให้ร่างกายใช้ออกซิเจนไปเผาผลาญอาหาร ในร่างกาย และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ และปอดดีขึ้น โดยมีหลักการง่ายๆดังนี้

             1. เป็นการออกกำลังของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆทั่วร่างกาย เช่น เดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้น แอโรบิก
             2. ระยะเวลาในการออกกำลังกายในแต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 20-30 นาที
             3. ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
             4. ที่สำคัญที่สุดคือระหว่างการออกกำลังกายต้องให้หัวใจหรือชีพจร เต้นอยู่ในช่วงชีพจรเป้าหมาย(target heart rate) ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร

ชีพจรสูงสุด(maximum heart rate) = 220- อายุ(เป็นปี)
ชีพจรเป้าหมาย(target heart rate) = 60%-70% ของชีพจรสูงสุด

             การจับชีพจรก็สามารถทำได้ง่ายๆคือ การจับบริเวณข้อมือประมาณ 15วินาทีแล้วคูณด้วย 4 โดยทำเป็นระยะระหว่างการออกกำลังกาย หรือถ้าจะให้ดีที่สุดคือควรมีอุปกรณ์การจับชีพจร ซึ่งมีหลายรูปแบบ ในท้องตลาดก็มีแบบที่เป็นนาฬิกาข้อมือ การออกกำลังกายอย่าหักโหมจนชีพจรเต้นเร็วเกินชีพจรสูงสุดเพราะจะเป็นอันตราย กับหัวใจ

ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบแอโรบิก

             1. ทำให้สมรรถภาพการทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้น
             2. ช่วยลดไขมันในร่างกาย สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายแบบนี้สามารถทำให้น้ำหนักลดได้ แต่ต้องทำควบคู่กับการควบคุมอาหาร
             3. ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน คลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์สูง การออกกำลังกายแบบนี้สามารถทำให้ระดับน้ำตาล และไขมัน ในเลือดลดลงได้ด้วย
             4. ทำให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน 

ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย

             1. ค่อยๆออกกำลังกาย จากเบาๆและเพิ่มความหนักขึ้น และเริ่มจากระยะเวลาสั้นๆก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเวลา ในการออกกำลังกายให้ถึง20-30 นาที
             2. ต้องมีการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลัง เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมก่อน รวมทั้งเมื่อจะเลิกออกกำลังกาย ต้องค่อยๆผ่อนให้เบา  และช้าลงไม่หยุดทันทีทันใด
             3. ไม่ควรออกกำลังกายหลังจากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรออกกำลังกายหลังจากรับประทานอาหารแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
             4. ควรออกกำลังกายในสภาพอากาศที่เหมาะสมไม่เย็นหรือร้อนเกินไป และควรเป็นที่ๆมีอากาศถ่ายเทดี
             5. ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน
  
ถ้าคุณสามารถปฏิบัติเช่นที่กล่าวมาได้อย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าหัวใจของคุณจะแข็งแรง
เป็นหนุ่มเป็นสาวเสมอ รู้อย่างนี้แล้วอย่ารอช้า
เรามาออกกำลังกายกันเถอะ
  
โดย : นพ.สุธี ศิริเวชฎารักษ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องออกกำลังกาย


            สุขภาพ ร่างกายของคนเรานั้น ไม่มีใครที่จะสามารถซ่อมแซมส่วนที่ซึกหลอและสามารถสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ ร่างกายจะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ที่ภูมิต้านทานของตัวเรา ถ้าเรารักษาสุขภาพโดยการออกกำลังกายโรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่ถามหา จะร่ำรวยเงินทองมากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพดีเพื่อไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ การออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ดีกว่ากินยาบำรุงวันละเม็ด และถ้าอยากให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงต้องออกกำลังกายทุกวัน สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องออกกำลังกายหรือออกกำลังกายวันละนิดจิตแจ่มใส

            นาย สำเริง จีนอ่ำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกล้วย จ.ชัยนาท ร่วมกับชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ ลูกเจ้าพระยาชัยนาท จัดการทดลองวิ่งออกกำลัง หนองระแหง 5 รอบกระชับมิตร เนื่องจากหนองระแหงตั้งอยู่บนพื้นที่ของ อบต.บ้านกล้วย ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ของเทศบาลบ้านกล้วย โดยมีถนนคันคลองชลประทานกั้นกลาง ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองชัยนาทไปใช้สถานที่ดังกล่าวออกกำลังมากกว่า ประชาชนในเขตท้องที่ตำบลบ้านกล้วย บึงหนองระแหงนั้นเดิมเป็นบึงที่รกร้างมีบัวขึ้นเต็มหนองน้ำขาดการรักษาดูแล หลังจากที่ยกฐานะขึ้นเป็น อบต.บ้านกล้วยแล้ว ทางคณะผู้บริหารจึงได้ของบประมาณจากส่วนกลางมาพัฒนาบึงดังกล่าวเป็นสถานที่ ออกกำลังกายโดยการให้ประชาชนมาใช้ประโยชน์พาบุตรหลานมาพักผ่อนในยามเย็น เนื่องจากมีเกาะกลางน้ำ ปราศจากมลพิษจากกลิ่นควันไอเสียรถยนต์และรถจักรยานยนต์

            นาย แพทย์สุระชัย วีระพงษ์เพียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้ามเนื้อและข้อ ประธานที่ปรึกษาชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพลูกเจ้าพระยาชัยนาท กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ สถานพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดชัยนาท ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน พ่อค้า ข้าราชการ ได้ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอเพื่อที่จะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย ไข้เจ็บ และการออกกำลังกายนั้นจะไม่มีเวลาไปสนใจกับอบายมุข สิ่งเสพติด เป็นการพัฒนาด้านร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์แจ่มใสปราศจากโรคหลอดเลือดและ หัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคความดันโลหิตสูง การออกกำลังกายทุกวันจะหายจากโรคเครียด โรควิตกจริต โรคหวาดกลัว

            นาย เอกชัย ภู่เปี่ยม ประธานชมรมฯ กล่าวว่า ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ ลูกเจ้าพระยาชัยนาทที่จัดตั้งขึ้นมานั้น เนื่องจาก ประชาชน พ่อค้า ข้าราชการ ได้ใช้สถานที่บริเวณเขื่อนเรียงหิน หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาทเป็นสถานที่ออกกำลังกาย แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีประชาชนไปใช้บริการกันมาก ไม่สะดวกต่อการออกกำลังกายบางประเภท จึงได้ชักชวนสมาชิกที่เป็นนักวิ่งไปใช้สถานที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกันโดย ใช้สถานที่หนองระแหง ซึ่งเป็นถนนที่เรียบ บริเวณรอบหนองฯ เป็นป่าไม้ธรรมชาติบรรยากาศดีมากการเดินวิ่งรอบหนองฯ ระยะทาง 1 รอบประมาณ 1,300 เมตร พร้อมกันนั้นเพื่อเป็นการรวมกลุ่มเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้อง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการเดินวิ่งออกกำลังกายอย่างถูกวิธี และนำสมาชิกฯเข้าร่วมทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกัน และนำทีมไปทำการแข่งขันเชื่อมความสามัคคีกับชมรมเดินวิ่งต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นการสร้างมวลชนและเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติในการจัดการแข่งขัน แต่ละจังหวัด และการจัด หนองระแหง 5 รอบกระชับมิตรใน ครั้งนี้ เพื่อที่จะให้นักเดินวิ่งที่สังกัดอยู่ในชมรมฯได้มารวมตัวกัน เพื่อชิงของรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อความสนุกสนาน สำหรับสมาชิกท่านใดที่สนใจอยากจะออกกำลังกายร่วมกัน และสังกัดอยู่ในชมรมฯเดียวกัน ไปสมัครได้ที่บริเวณหนองระแหง ต.บ้านกล้วย ในช่วงเวลาแดดร่มลมตกทุกวันไม่มีวันหยุด ไม่ ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ชี้ออกกำลังกายช่วยให้อ่อนกว่าวัย 9 ปี


เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิต้านทานโรค ชะลอความโรยรา
 
หนังสือพิมพ์เดอะไทม์สฉบับออนไลน์ของอังกฤษรายงานผลการศึกษาล่าสุดซึ่งพบว่า การออกกำลังกายนั้นช่วยให้ระบบชีวภาพของร่างกายคนเราแข็งแรงหรือคงสภาพดีเหมือนเมื่อมีอายุอ่อนกว่าอายุที่เป็นจริงสูงสุดถึง 9 ปี 

ทั้งนี้นักวิจัยกล่าวว่าผลการวิจัยนี้อาจช่วยให้คำอธิบายว่าทำไมคนที่ออก กำลังกายถึงมีภูมิต้านทานต่อโรค เป็นต้นว่า โรคหัวใจ โรคเบาหวาน มะเร็ง และโรคที่มาพร้อมกับวัยที่โรยราชนิดอื่นๆ ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าการออกกำลังกายทำให้ร่างกายคนเรามีความอ่อนเยาว์กว่า วัยโดยสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย 

สำหรับทีมนักวิจัยที่ทำการศึกษาล่าสุดนี้เป็นทีมจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง คิงส์คอลเลจในประเทศอังกฤษ โดยทีมนักวิจัยได้ทำการศึกษาลึกลงไปในระดับโมเลกุล เพื่อศึกษาดู telomeres ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นนาฬิกาชีวภาพของร่างกายและเป็นเหมือนตัวปกป้องความเสีย หายและเสื่อมโทรมต่อโครโมโซมร่างกาย จากนั้นจึงวัดออกมาว่าคนแต่ละคนมีอายุทางชีวภาพของร่างกายเป็นเท่าไหร่ 

นักวิจัยกล่าวว่า ลักษณะ telomeres ของคนแต่ละวัยนั้นจะมีสภาพแตกต่างกันออกไป โดยคนวัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะมี telomeres ที่มีขนาดยาวกว่า และจะสั้นลงเรื่อยๆ เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นซึ่งการที่ telomeres สั้นลงเรื่อยๆ นี้เองมีผลทำให้เกิดความเสื่อมต่างๆ ขึ้นในร่างกาย 

ผลสรุปจากการวิจัยซึ่งทำร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจและ มหาวิทยาลัยนิวเจอร์ซีนี้ระบุว่าคนที่หมั่นออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหว ร่างกายและกระฉับกระเฉงกว่าจะมี telomeres ที่ยาวกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่า ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านอายุรเวช the archives of internal medicine 

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบหาสิ่งต่างและสิ่งที่ เหมือนกันระหว่างอาสาสมัครที่เป็นคนแฝดซึ่งมีอายุโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 50 ปี จำนวนทั้งสิ้น 2,400 คน และโดยมากเป็นอาสาสมัครผู้หญิง ซึ่งมีอายุต่างกันไปตั้งแต่ 18 ถึง 81 ปี แต่อายุเฉลี่ยของอาสาสมัครอยู่ที่ 50 ปี 

ในขั้นตอนหนึ่งของการทำวิจัยนั้น ศาสตราจารย์ ทิม สเป็คเตอร์ และ ดร.ลินน์ เชอร์กาส จากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ และศาสตราจารย์ อับราฮัม อาวีฟ จากโรงเรียนแพทย์นิวเจอร์ซี ได้ให้อาสาสมัครตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับปริมาณการออกกำลังกายของพวกเขาในช่วง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา  นอกจากนี้แล้วผู้ตอบแบบสอบถามยังต้องระบุด้วยว่าเป็นคนที่สูบบุหรี่ด้วยหรือ เปล่า มีดัชนีมวลกายเท่าไหร่ และมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับใด 

หลังวิเคราะห์และประมวลผลออกมาแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างระหว่างขนาด ของ telomeres ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว และปริมาณการออกกำลังกายของกลุ่มประชากรตัวอย่างและความสัมพันธ์กันของทั้ง 3 สิ่งนี้ยังมีนัยสำคัญอยู่ถึงแม้ว่าจะปรับด้วยปัจจัยเรื่องการสูบบุหรี่ ดัชนีมวลกาย และระดับสังคมของกลุ่มตัวอย่างแล้วก็ตาม 

และด้วยเหตุผลที่ว่ายีนส์ก็มีอิทธิพบต่อขนาดของ telomeres นักวิจัยจึงได้ทำการศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบยีนส์ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็น แฝดเหมือนในกลุ่มที่เล็กลงมาด้วย ซึ่งพบว่าคู่แฝดเหมือนมียีนส์เหมือนกันแต่มีขนาด telomeres ต่างกันไปตามระดับการออกกำลังกาย
 
ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ภาพประกอบ :
www.thaihealth.or.th

สร้างกล้ามเนื้อพร้อมกับการออกกำลังกายลดน้ำหนัก


การที่เวลาเราลดน้ำหนักแล้วรู้สึกได้ว่าไม่มีแรง หรือไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเคย อาจเป็นเพราะว่าเราได้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เพราะน้ำหนักที่หายไปก็คือ ไขมัน น้ำ ของเสียและมวลของกล้ามเนื้อ

การลดน้ำหนักที่ดีและปลอดภัยที่สุดคือ ต้องรักษามวลกล้ามเนื้อเหล่านี้ไว้ให้มากที่สุด และการที่เราจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปก็เพราะ อดอาหารและได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

วิธีการแก้ไขก็คือ

– ห้ามอดอาหารนานจนเกินไป ให้ทานมื้อละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ทุกๆ 3 ชั่วโมง และพลังงานที่ได้รับในแต่ละมื้อไม่เกิน 250 แคลอรี่
– ทุกมื้อที่ทานควรมีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ
– ควรทานสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้มาก
– ออกกำลังกายลดน้ำหนักแบบที่ใช้แรงต้าน เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ

การออกกำลังกายลดน้ำหนักแบบที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วๆ ทำให้รู้สึกเหนื่อย เหงื่อออก เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค เป็นการกระตุ้นให้หัวใจทำงาน สูบฉีดเลือดได้ดี และเพื่อเป็นการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินเท่านั้น ไม่ได้เป็นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ

การที่ร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อที่เยอะขึ้นนั้น ทำให้สัดส่วนกระชับขึ้น และที่สำคัญ มวลกล้ามเนื้อเหล่านี้นั้นจะทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายนั้นทำได้ดีขึ้น เมื่อทานอะไรก็ไม่ทำให้อ้วนง่ายเหมือนเมื่อก่อน

วิธีการสร้างมวลกล้ามเนื้อนั้น สามารถทำได้โดยการออกกำลังกายลดน้ำหนักประเภทที่ใช้แรงต้านเช่น ยกดัมเบล ซิทอัพ ยกแขน ยกขา วิดพื้น หรือท่าอื่นๆ อีกมากมาย แต่หลักการคือให้อวัยวะที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อนั้นเกิดแรงต้าน กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ

และสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายลดความอ้วนสร้างมวลกล้ามเนื้อนั่นคือ การทานอาหารจำพวกโปรตีนสูงและไขมันต่ำ เพื่อที่ร่างกายจะได้นำเอาโปรตีนเหล่านี้ไปซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com

เพิ่มความฟิตให้กับการออกกำลังกาย


วิธีการเพิ่มความฟิตและความแข็งแรงให้กับร่างกาย

เพิ่มวันในการออกกำลังกาย

เริ่มแรกสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ให้ใช้วิธีการเพิ่มวันในการออกกำลังกายลดน้ำหนักก่อน ในขณะที่องค์การอนามัยโลกนั้นแนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ แต่เราจะทำได้หรือ ให้เราเริ่มจาก วันเว้นวันไปก่อน เช่น เต้นแอโรบิค วันจันทร์ วันอังคารพัก วันพุธ ออกมาวิ่ง สลับๆ กันไปเพื่อให้ร่างกายได้พักบ้าง แล้วค่อยเริ่มเพิ่มวันในการออกกำลังกายเป็น ออกกำลังกาย 2 วัน พัก 1 วัน ข้อสำคัญควรเลือกวิธีในการออกกำลังกายลดน้ำหนักให้เหมาะสมกับตัวเอง เช่น ถ้าไม่มีสถานที่ ไม่ชอบเข้าฟิตเนส ก็เต้นแอโรบิคอยู่ในบ้านก็ได้

เพิ่มเวลาในการออกกำลังกาย

เพิ่มเวลาในการออกกำลังกาย ทำได้ง่ายๆ นั่นก็คือ ปกติแล้ว เต้นแอโรบิคได้ประมาณวันละ 20 นาที ก็ให้ค่อยๆ เพิ่มเวลาไปสัก 2-3 นาทีในแต่ละครั้ง แต่อย่ามากจนเกินไป เอาเท่าที่ไหว
เพิ่มความหนัก และความเร็วในการออกกำลังกาย

เพิ่มความหนักและความเร็วในการออกกำลังกาย ก็คือการเพิ่มความเร็วในการเดิน การวิ่ง หรือ เพิ่มน้ำหนักที่เรายก ในส่วนนี้ไม่เหมาะสมกับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายลดน้ำหนัก แต่เป็นสิ่งที่ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำหรือผู้ที่ออกกำลังกายแล้วไม่ได้ผล ควรจะลองใช้ดู เช่น ปกติวิ่งอยู่ที่ความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ให้ลองวิ่งความเร็วที่ 11 กิโลเมตรต่อชั่วโมงดู หรือ ยกน้ำหนักได้ที่ 10 กิโลกรัม ก็ลองเพิ่มเป็นยก 11-12 กิโลกรัมดู

วิธีการออกกำลังกายลดน้ำหนักอย่างได้ผลและปลอดภัย ถ้ารู้แล้วไม่ทำตามก็ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือความมีวินัยและความสม่ำเสมอ เพื่อร่างกายที่ฟิตและมีรูปร่างที่หลายๆ คนต้องการ

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com

โยคะฟีเวอร์ ตัวเลือกใหม่สำหรับออกกำลังกายลดน้ำหนัก


ปัจจุบันการเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมไม่ว่าจะเป็นเหล่าดารา นักแสดง รวมถึงสาวออฟฟิศ ต่างให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการเล่นโยคะ  จะช่วยในการเสริมสร้างบุคลิกภาพ, รู้จักการหายใจอย่างถูกวิธี, ช่วยเพิ่มสมาธิ, ร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และช่วยลดความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยให้หุ่นของสาวๆ ฟิตแอนด์เฟิร์ม อีกด้วย

โยคะลดน้ำหนักได้จริงหรือ? โยคะเป็นท่าออกกำลังกายลดน้ำหนักที่ฝึกเน้นเรื่องการ หายใจร่วมกับท่าต่างๆที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของ เนื้อเยื่อรอบๆข้อต่อต่างๆของร่างกายทั้งแขนขา และ ลำตัว ซึ่งเป็นผลให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อเพิ่ม มากขึ้นได้และถ้าทำได้ถูกต้องร่วมกับการหายใจจะเป็น การช่วยทำให้ฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากการเคลื่อนไหวของท่าโยคะ เป็นการ เคลื่อนไหวแบบเบาๆ ถ้าเทียบกับการออกกำลังกายลดน้ำหนักอื่นๆ บางชนิด เช่น เทนนิส บาสเกตบอล เต้นรำ เต้นแอโรบิค เป็นต้น อัตราการเผาผลาญจึงไม่มากนัก พลังงานส่วน ใหญ่มาจากการสลายน้ำตาลในเลือดและตับ แต่เนื่อง จากการเคลื่อนไหวของโยคะต่อเนื่องและเป็นเวลานาน ดังนั้นจะมีการสลายไขมันนำมาใช้เป็นพลังงานบ้างใน ช่วงท้ายๆของท่าต่างๆ

โยคะที่สาวๆ มักนิยมเล่นกันมีอะไรบ้าง?

โยคะร้อน นิยิมฝึกกันในห้องอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส นาน 45 นาที ความต่างของโยคะธรรมดากับโยคะร้อนนี่ ที่เห็นกันชัดๆ คือเรื่องของการยืด เหยียด บิด โยคะร้อนจะช่วยได้ดีกว่า เนื่องจากร่างกายพออยู่ในอุณภูมิที่สูงขึ้น จะยืด เหยียดอะไรก็ง่ายกว่ามาก สำหรับคนเล่นใหม่ๆ แนะนำให้เล่นโยคะร้อนก่อน เพื่อปรับสมดุลของท่า ปกติโยคะร้อนจะเล่น 90 นาที เผาผลาญได้ถึง 500-600 แคลอรี่ (โยคะธรรมดาเผาผลาญได้ 300 แคลอรี่) และช่วยเรื่องผิวพรรณ กระชับสัดส่วน ดูอ่อนเยาว์

โยคะฟลาย มาแรงมากในหมู่ดารา ประโยชน์ของโยคะฟลาย ก็ไม่ต่างจากการเล่นโยคะทั่วไป หรือการออกกำลังกายชนิดอื่นๆ คือเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง ที่เน้นการยืดเหยียดของกล้ามเนื้อกระดูก และเสริมสร้างความสมบูรณ์ให้กับกล้ามเนื้อ


อุปกรณ์สำคัญในการเล่น โยคะฟลาย คือ ผ้า Hommog ที่ทำจากวัสดุพิเศษ ที่มีความนุ่มและหยืดหยุ่นได้ดี สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 1000 กิโลกรัมเลยทีเดียว ผ้า Hommog นี้เวลาเล่นก็ต้องแขวนบนเพดานอย่างแน่นหนา เพื่อที่เวลาบินขึ้นไปแล้วจะไม่ร่วงลงมาสู่พื้นนั่นเอง


จะเห็นได้ว่าโยคะแต่ละท่ามีผลต่อร่างกายแตกต่างกันไป การฝึกโยคะบางท่ามีผลช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบางท่าช่วยบำบัดรักษาโรค นอกจากนี้การฝึกโยคะยังให้ประโยชน์อีกมากต่อสุขภาพจิตเป็นการออกกำลังกายลดน้ำหนักที่ดี และประสิทธิภาพในการทำงานของสมองด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผลดีทั้งปวงที่ร่างกายซึ่งทั้งนี้ต้องมีการฝึกปฏิบัติเป็นประจำเท่านั้นจึงจึะได้ผลดี


ที่มาจาก : thaifitandfirm.com

ออกกำลังกายลดความอ้วนแนว โยคะฟลาย (Yoga Fly)


ออกกำลังกายลดความอ้วนแนว โยคะฟลาย (Yoga Fly)

วันก่อนได้เกริ่นถึงเรื่องกระแสโยคะฟีเวอร์ ที่เหล่าบรรดาเซเลปทั้งหลายออกมาโชว์ลีลากัน งัดท่าไม้ตายมาแข่งกัน วันนี้จึงขอเข้ามาทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ่ง กับ โยคะฟลาย กันบ้าง เพื่อให้สาวๆได้ทราบว่าโยคะฟลายต่างจากโยคะธรรมดาหรือไม่ อย่างไร
โยคะฟลาย (Yoga Fly)

คือการออกกำลังกายชนิดหนึ่งที่เน้นการยืดเหยียดของกล้ามเนื้อกระดูก และเสริมสร้างความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ ซึ่งโยคะฟลายไม่ต่างจากการเล่นโยคะทั่วไป เพียงแต่มีอุปกรณ์เข้ามาร่วมด้วย นั่นก็คือ ผ้า Hommog ที่ทำจากวัสดุพิเศษ ที่มีความนุ่มและยืดหยุ่นได้ดี สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 1000 กิโลกรัม เวลาเล่นต้องแขวนบนเพดานอย่างแน่นหนา เพื่อที่เวลาบินขึ้นไปแล้วจะได้ไม่ร่วงลงมานั่นเอง

การเล่นโยคะฟลาย (Yoga Fly) จะช่วยปรับให้แกนกลางลำตัว และสรีระของคุณมีความสมดุลและสมส่วนมากยิ่งขึ้น เพิ่มความกระชับของกล้ามเนื้อ พัฒนาระบบประสาทสัมผัส สมาธิ ช่วยขยายกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคออฟฟิศซินโดรม การเล่นโยคะฟลายจะช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยจากกล้ามเนื้ออักเสบ ทำให้ร่ากายมีความยืดหยุ่น และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเล่นโยคะอย่างต่อเนื่องนอกจากจะสามารถลดน้ำหนักและฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว ยังสร้างความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิวพรรณของคุณ สร้างความสมดุลของร่างกายให้หุ่นเพรียว กระชับ สุขภาพดี พร้อมผ่อนคลายไปกับการเล่นโยคะฟลาย

ถ้าสาวๆคนไหนเพิ่งเริ่มเล่นโยคะฟลาย วันนี้ขอนำเสนอท่า Pigeon ซึ่งเป็นท่าเริ่มฝึก สำหรับสาวๆ ที่อยู่ในช่วง Beginner

ประโยชน์ที่ได้รับจากท่า Pegion ช่วยให้ :
– ด้วยท่าเปิดสะโพก เป็นการช่วยยืด และคลายอาการตึงของกล้ามเนื้อสะโพก
– ช่วยเปิดอก และหัวไหล่ ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น
– กระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย
– ช่วยกระชับก้น และต้นขา
– บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง สะโพก และขา อันเนื่องมาจากแรงกดทับ ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน
– ช่วยให้กระเพาะปัสสาวะทำงานได้ดีขึ้น
– ด้วยท่ากลับหัว ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงศีรษะ และใบหน้า ช่วยให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ สมองปลอดโปร่ง ทั้งนี้การทำท่ากลับหัวใน Yoga Fly จะมีเปลผ้าช่วยพยุง ดังนั้น จะไม่เกิดแรงกดทับกระดูกสันหลังเลย

จะเห็นได้ว่าการเล่นโยคะฟลายนอกจากจะทำให้หุ่นของคุณดูฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว ยังช่วยทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีไปอีกด้วยถ้าคุณเล่นประจำอย่างต่อเนื่อง แต่โดยส่วนใหญ่ที่ออกกำลังกายลดน้ำหนักพอนานเข้ามักจะเริ่มเบื่อหน่าย และค่อยๆถอนตัวออกจากการออกกำลังกาย ดังนั้นการเล่นโยคะฟลายจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยสร้างสีสรรค์ให้กับผู้เล่นได้โดยไม่มีวันเบื่อ

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com